เปิดเรื่องราวชีวิตสุดโต่งของโค้ชโต่ย จากเด็กบ้าบอลแห่งสารคาม เข้ามาล่าความฝันในเมืองกรุง ทำทุกอย่างให้กับทีม ตลอดหลายสิบปี ก่อนเทิร์นโปรพาไทยฮอนด้า ผงาดสู่ลีกสูงสุดและต่อสู้อย่างไม่เกรงกลัวใคร 

โต่ย – ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย กลายเป็นเฮดโค้ชโนเนมที่ถูกจับตามองมากที่สุด จากฝีมือลายไม้ในการพลิกโฉม ‘ไทยฮอนด้า ลาดกระบัง เอฟซี’ สโมสรที่ไม่มีใครคิดว่าจะเลื่อนชั้นได้ ให้กลายเป็นแชมป์ดิวิชั่น 1 และพิสูจน์ฝีมือต่อ ด้วยการพาทีมที่ว่ากันว่าเป็นเต็งตกชั้น ต่อกรกับคู่แข่งได้อย่างไม่เป็นรอง รูปเกมสูสี บอลสนุกเร้าใจ ตลอด 5 เกมแรกของศึกโตโยต้า ไทยลีก 2017  และนี่คือเรื่องราวชีวิตสุดโต่งของเขา

 ไอดอลข้างบ้าน

“คอยดูนะ สักวันกูจะต้องแบบเป็นแบบพี่เขาให้ได้” ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย ย้อนความหลังถึง ไอดอลลูกหนังที่ชื่อ เศรษฐศักดิ์ มหา อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย ผู้ที่ทำให้เขาหลงรักฟุตบอลหัวปักหัวปำและยอมทุ่มสุดตัวเพื่อมัน

“เด็กชายโต่ย” เกิดที่อำเภอ พยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม พ่อกับแม่ประกอบอาชีพรับราชการ โดยคุณแม่เป็นพยาบาล ส่วนคุณพ่อเป็นอาจารย์ เขาซึบซับสายเลือดนักกีฬามาจากคนในครอบครัว คุณพ่อเคยเป็นอดีตนักฟุตบอลดีกรีระดับตัวแทนมหาวิทยาลัย พี่สาว 2 คนเป็นนักวิ่ง และพี่ชายก็เป็นนักฟุตบอลตัวแทนจังหวด ศิริศักดิ์ ตามรอยพี่ชาย โดยเริ่มหัดเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 7-8 ขวบ

“ทุกวันหยุดเสาร์อาทิตย์ สิ่งเดียวที่ผมอยากทำคือการเตะฟุตบอล ช่วงแรกๆ ผมมีพี่ชาย (ดนัย ยอดญาติไทย) เป็นต้นแบบ เราเล่นมาด้วยกันตลอด จนได้ไปแข่งเป็นตัวแทนเขตการศึกษา ตัวแทนจังหวัด ผมยืนปีกซ้าย พี่ชายยืนปีกขวา”

 

“พอเริ่มโตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น จำได้ว่า “พี่เศรษฐ์” เศรษฐศักดิ์ มหา เป็นนักฟุตบอลทีมชาติไทยคนเดียว ในอำเภอเดียวกับผม รุ่นๆ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ตอนนั้นทีมชาติไทยมีชุด A และ B และพี่เศรษฐ์ มีชื่อเสียงมากภายในจังหวัด ทุกวันรถเมล์ที่สายผมนั่งจะผ่านบ้านแก ซึ่งมีรูปพี่เศรษฐศักดิ์ สวมชุดทีมชาติไทยติดเอาไว้หน้าบ้าน เวลารถวิ่งผ่าน ผมจะสะกิดเพื่อนแล้วชี้นิ้วบอกว่า “คอยดูนะ สักวันกูจะต้องแบบเป็นแบบพี่เขาให้ได้” ผมพูดแบบนี้ทุกครั้งเวลาที่ผ่านบ้านแก”

“ตอนนั้นเริ่มมีความคิดว่า ทำอย่างไรถึงจะเล่นฟุตบอลได้เก่งแบบพี่เขา สมัยก่อน ไม่มีใครมาสอนให้เราเล่นอย่างถูกหลักแบบทุกวันนี้ ผมจึงเริ่มจากการหัดด้วยตัวเอง ทุกวันหยุด ผมจะวิ่งไปกลับ 7 กิโลเมตร นึกภาพตามนะ อากาศร้อนๆ ตอนบ่ายสอง ไม่มีเด็กที่ไหนเขาบ้ามาวิ่งแบบผมหรอก เราก็วิ่งของเราไปคนเดียว”

เขายังคงวิ่ง 7 กิโลเมตร ต่อไปพร้อมฝึกฝีเท้า กระทั่งวันหนึ่ง ศิริศักดิ์ ในวัย 15 ปี ได้มีโอกาสลงเล่นเคียงบ่าเคียงไหล่กับไอดอลลูกหนังอย่าง เศรษฐศักดิ์ มหา ในรายการฟุตบอลเดินสายแถวหมู่บ้าน

ประสบการณ์ในครั้งนั้น ทำให้ “โต่ย” แทบลืมหายใจ เขาทั้งประหม่า และตื่นเต้น จนนอนไม่หลับ แม้จะเป็นเพียงฟุตบอลชิงถ้วยระดับหมู่บ้านธรรมดาๆ แต่มันกลับมีความหมาย และกลายเป็นแรงบันดาลใจชั้นเยี่ยมที่ทำให้ ศิริศักดิ อยากเดินบนเส้นทางลูกหนังอย่างแน่วแน่ ในยุคที่ฟุตบอลยังรูปแบบกึ่งสมัครเล่น กึ่งอาชีพเท่านั้น

แม่เกาะรั้วตะโกนด่า

แม้จะเกิดในครอบครัวที่เล่นกีฬากันยกบ้าน แต่ในความเป็นจริงแล้ว “นักกีฬา” ยุคนั้นยังไม่ได้มีรายได้มากพอที่จะเป็นอาชีพได้ ยกเว้นคุณต้องไปเล่นในระดับที่สูงจริงๆ หลายคนจึงเลือกวางความฝัน และมุ่งหน้าสู่หน้าที่การงานที่มั่นคง ไม่ต่างอะไรกับ ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย ที่ต้องเจอบทพิสูจน์หัวใจและความรักต่อฟุตบอล

“ที่บ้านเขาก็สนับสนุนเรานะ แต่อีกมุมหนึ่ง พ่อกับแม่ แกอยากให้เราเลือกเรียนสายอาจารย์มากกว่า อย่างพี่ชายที่เตะบอลด้วยกัน เขาก็ไปสอบเป็น สาธารณสุข แล้วแกก็เป็นห่วงว่า อาชีพนักกีฬา มีโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บ แต่ความคิดเราตอนนั้น เราอยากเล่นฟุตบอลอย่างเดียวเลย”

“มีอยู่ครั้งหนึ่ง พี่ไปแข่งกีฬาเขตการศึกษาที่จังหวัดร้อยเอ็ด แม่ตามไปเชียร์ มีจังหวะที่พี่โดนกองหลังคู่แข่งเตะ พอแม่เห็นเท่านั้นแหละ แกเกาะรั้วแล้วตะโกนเข้าไปในสนามว่า “มึงเตะลูกกูทำไม” พี่เลยต้องคุยกับแม่ว่า แม่ ผมเล่นเป็นกองหน้า ต้องโดนเตะเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว เราเข้าใจว่าฟุตบอลมันต้องปะทะกัน ได้แต่บอกว่า แม่อย่าเครียดดิ”

ถึงในใจจะห่วงกลัวลูกชายได้รับบาดเจ็บจากกีฬา แต่เมื่อไหร่ที่ ศิริศักดิ์ ลงเล่นฟุตบอล พ่อกับแม่ก็มักจะตามไปให้กำลังใจถึงขอบสนามอยู่เสมอ ถึงขนาดที่เคยขับรถกันสองคน พ่อแม่ จากจังหวัดมหาสารคามมุ่งหน้าสู่สนามศุภชลาสัย เพื่อมาดูลูกชายลงเล่นถ้วย มวก.คัพ รอบชิงชนะเลิศ รวมถึงสมัยที่เล่นฟุตบอลอาชีพกับ โอสถสภา

“หลังจากนั้น เขาคงเห็นแล้วว่า เรารักกีฬาจริงๆ แล้วสามารถต่อยอด มีรายได้ เขาก็สนับสนุนเราเต็มที่ คิดไปก็น่าขำ ตอนนั้นพ่ออยากให้เราเป็นครู แต่เราไม่ชอบสอนเด็ก สุดท้ายก็หนีไม่พ้น ต้องมาสอนเด็กเล่น เพราะตัวเองเป็นโค้ชฟุตบอล (หัวเราะ)”

บ้าหอบฝันจากสารคาม

ศิริศักดิ์ เริ่มไต่เต้าและเก็บเกี่ยวประสบการณ์เรื่อยๆ จากรายการต่างๆ รวมถึงทัวร์นาเมนต์ระดับประเทศของแข้งสมัครเล่นยุคนั้นอย่าง ยามาฮ่า ไทยแลนด์ คัพ ความบ้าบอลของเขานี่เอง ทำให้  ศิริศักดิ์ ได้มีโอกาสตระเวนลงเล่นให้ทีมจังหวัดต่างๆ ไม่ใช่แค่บ้านเกิด ทั้ง กาฬสินธุ์, กรุงเทพมหานคร, ปทมุธานี, ตรัง และ เพชรบุรี

 

ส่วนเส้นทางฟุตบอลอาชีพนั้น หลังจบ ม.6 เขาเข้ามาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ในโควต้านักกีฬาช้างเผือก โดยเวลานั้น โอสถสภา ซึ่งมีเจ้าของเป็นคนเดียวกับเป็นเจ้าของมหาวิทยาลัย ได้ดึงเอานักกีฬาที่เป็นตัวแทนสถานบันเข้าไปร่วมทีม

ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย ค้าแข้งให้กับ โอสถสภาฯ ตั้งแต่ปี 2531 เพียงสโมสรเดียวจนแขวนสตั๊ด โดยเล่นในตำแหน่ง ปีกซ้าย สไตล์กระชากลากเลื้อย ซึ่งจัดว่าเขขาเป็นผู้เล่นที่โด่งดังพอตัวในยุคนั้น รวมถึเกียรติประวัติสูงสุดในค้าแข้ง คือ การได้ติดทีมชาติไทย ตามรอยรุ่นพี่อย่าง เศรษฐศักดิ์ มหา

หลังตัดสินใจแขวนสตั๊ด ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย ผันตัวเองมารับงานเป็น ผู้ช่วยโค้ช

“ตอนทำงานเป็นผู้ช่วยโค้ช ก็เคยมีคนปรามาสบ้างว่า “คนอย่างไอ้โต่ย เต็มที่ก็ได้แค่นำวอร์ม” หรือบางคนก็บอก โค้ชโต่ยเก่งไม่จริง ทำบอลเด็กก็ไม่เคยได้แชมป์”

“สำหรับผมการเป็นแชมป์ไม่ได้แปลว่าเราประสบความสำเร็จเสมอไป วิธีคิดของผมคือ หากคุณสามารถสร้างนักเตะเยาวชนให้เป็นผู้เล่นอาชีพได้ ให้เขามีอนาคตที่ดี หรือติดทีมชาติไทย นั้นต่างหากถึงเรียกว่า โค้ชที่ประสบความสำเร็จ”

17 ปีกับการทำหน้าที่ ผู้ช่วยโค้ช ทั้งที่โอสถสภา และกับสโมสรอื่นๆ สิ่งหนึ่งที่เขาคิดเสมอคือ ต้องเรียนรู้งานให้ได้ในทุกบทบาท  “โค้ชโต่ย” ไล่มาตั้งแต่ดูแลการฝึกซ้อม, ทำทีมเยาวชน การต่อวีซ่านักเตะต่างชาติ หรือแม้กระทั่งขับรถตู้รับส่งนักฟุตบอลเขาเคยก็เคยทำมาแล้ว

และหนึ่งในบทบาทที่เขาถนัดและทำมาโดยตลอด คือการปั้นเยาวชนและสร้างนักเตะขึ้นมา….

นักปั้นเด็ก

“ช่วงที่เป็นนักฟุตบอลอาชีพ ก็มีความรู้สึกว่า ทำไมตอนเด็กๆ ไม่เคยมีใครมาสอนอะไรแบบนี้ให้เรา พอได้เรียนรู้วิชาโค้ช ก็ยิ่งทำให้เราอยากนำความรู้ไปเป็นวิทยาทานให้กับเด็กๆ ที่ไม่ค่อยมีโอกาส ปรากฏว่าพอลงมือทำจริงแล้ว เขาทำได้ ก็ถือว่าโอเคแล้ว”

“อย่าง เบนซ์ ณัฐวุฒิ สมบัติโยธา ผมก็เคยเจอเขาตอนไปเปิดฟุตบอลคลีนิคสอน รวมถึง เล็ก- พุทธิพงษ์ พรมลี ผู้รักษาประตูเมืองทองฯ ซึ่งเขาก็บอกคนที่ทำให้เขาฉุกคิดและมาถึงจุดนี้ คือน้าโต่ย ผมพยายามสร้างแรงจูงใจให้กับเขาว่า เราเป็นเด็กต่างจังหวัด ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ถ้าเรามีฝีมือสักวันเราแจ้งเกิดได้เอง ถ้าเรามีวินัย มีความพยายาม และมีเป้าหมาย”

“หลังจากเรียนจบหลักสูตร ซี ไลเซนส์ ผมก็ได้มาทำทีมเยาวชนของโอสถสภา ซึ่งเราก็เอาเด็กๆที่มีฝีเท้าดีในระดับหนึ่งมาขัดเกลา จนเขาสามารถเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และติดทีมชาติได้ ชุดเยาวชนที่ปั้นขึ้นมา มีตั้งแต่รุ่น วันใหม่ เศรษฐนันทน์, ฉัตรชัย บุตรพรหม, อภิภู สุนทรพนาเวศ, สุมัญญา ปุริสาย, กฤษดา เก็มเด็ม, ไปจนถึงพวกรุ่นหลังอย่าง จูเนียร์ ปฐมทัศน์ (สุดประเสริฐ), สองพี่น้อง อันโตนิโอ-จอนาตา แวร์ซูร่า หรือพวกรุ่นสุดท้ายอย่าง ศุภชัย ใจเด็ด ฯ”

โค้ชโต่ย ยอมรับว่า “น้าชัช” ชัชชัย พหลแพทย์ อดีตกุนซือโอสถสภาฯ คือแบบอย่างของโค้ชที่ให้โอกาสเยาวชน ที่เขาหวังจะเดินรอยตามในสักวัน นอกจากนี้ ศิริศักดิ์ ยังเคยรับเด็กจากบ้านเกิด มากินอยู่ ฝึกฟุตบอลกับตนที่ กรุงเทพฯ โดยหนึ่งในผู้เล่นที่ต่อยอดจนกลายเป็นนักเตะระดับตำนานของทีม นั้นก็คือ เจษฏา พั่วนะคุณมี อดีตกัปตันพลังเอ็มฯ ที่มาอยู่กับสโมสรตั้งแต่อายุ 15 ขวบ

 

“ผมชอบสังเกตุเด็ก ดูว่าสิ่งที่เราให้เขาทำ อย่างเช่น การฝึกเบสิค, การอ่านเกม วิธีคิดของเขาเป็นอย่างไร ตอนที่มีบอลอยู่กับตัว เขาจะทำอย่างไร ถ้าให้เขาฝึกทักษะ จะทำได้ไหม ใช้เวลานานเท่าไหร่ แล้วค่อยเสริมเติมเต็มส่วนที่เขายังขาด”

“บางคนตอนแรก อาจจะเริ่มฝึกจากตำแหน่งอื่น แต่สุดท้ายสัญชาตญาณจะบอกเองว่า ใครเหมาะจะเล่นตำแหน่งไหน คนเป็นกองหน้าดูยังไงก็คือกองหน้า คนเป็นกองหลังดูยังไงก็คือกองหลัง”

“สิ่งสำคัญในการทำบอลเด็กคือ การดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด เหมือนเราเป็นพ่อเขา อย่างเราเองถ้ามีใครมาดูแลเราดี เราก็จะรู้สึกดีกับเขา เด็กก็เช่นกัน ถ้าเราเข้าถึงพวกเขา รับรู้ปัญหา เฮ้ย เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมดูซึมๆ ดูเงียบๆ ไม่สนุกกับการฝึกซ้อม เราต้องเรียกมาคุย บางคนมีปัญหาครอบครัว, การเรียน หรือเรื่องที่ทำให้เขาไม่สบายใจ เราต้องแนะนำ เขาได้ และดูแลเรื่องการพักผ่อนให้เพียงพอ ต้องนอนกี่โมง ก่อนนอนต้องเก็บมือถือ เพราะถ้านอนหลัง 4 ทุ่มช่วงที่ร่างกายจะหลั่งสาร โกรท ฮอร์โมน (Growth Hormorne) ก็จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพวกเขา”

“ซึ่งมันก็เป็นหลักการเดียวกับที่พี่ใช้กับการทำทีมฟุตบอลอาชีพ เราต้องดูทัศนคติและศักยภาพของผู้เล่นว่า เขาพัฒนาได้ไหม เขาสามารถถีบตัวเองไปได้อีกหรือเปล่า ถ้านักบอลไม่เกิดการพัฒนา ทีมก็ขยับไปได้ช้า ยิ่งมีการแข่งขันภายในทีมมากเท่าไหร่ ทีมยิ่งไปได้ไกลเท่านั้น พี่ชอบให้เกิดการแข่งขันในทีม”

บินเดี่ยวรอบ 18 ปี

ขวบปีที่ 18 หลังจากแขวนสตั๊ด ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย ได้รับติดต่อจาก มาซามิ ทากิ อดีตเฮดโค้ชที่ผันตัวเองไปเป็น ผู้จัดการทีม และ วสันต์ สังขพันธ์ ผู้ช่วยผู้จัดการทีม ให้มากุมบังเหียนเป็นกุนซือของ ไทยฮอนด้า ลาดกระบัง เอฟซี สโมสรขนาดไม่ใหญ่ในศึกดิวิชั่น 1 เมื่อฤดูกาล 2016

แม้ว่าจะอยู่กับวงการฟุตบอลไทยมานาน แต่การที่เขาไม่เคยทำหน้าที่ เฮดโค้ชอาชีพ มาก่อน ก็ย่อมทำให้รู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง จนการสนทนาของ ทากิ, วสันต์ และ โค้ชโต่ย ดำเนินมาถึงประโยคคำถามของโค้ชโต่ย

“มั่นในใจตัวพี่ไหม” ศิริศักดิ์ ถามกลับไปยัง 2 คีย์แมนจากฝั่งฮอนด้า แน่นอนว่า พวกเขาเชื่อมั่นในฝีมือของ โค้ชโต่ย อย่างเต็มเปี่ยม และนี่จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวสุดมหัศจรรย์ในฤดูกาลที่ผ่านมา ของทัพพญาอินทรี

“บอกตรงๆตอนแรกก็ไม่ค่อยมั่นใจตัวเอง แต่พอได้เห็นการฝึกซ้อม สิ่งที่ (มาซามิ) ทากิ เคยทำไว้ มันค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกัน เลยคิดว่า ด้วยอายุและประสบการณ์ของเรา บวกกับทีมงานที่มีคุณภาพ เราน่าจะพาสโมสรเขาเดินไปข้างหน้าได้ แต่ช่วง 2 เดือนแรกก็เครียดนะ เรียกว่ากินไม่ได้นอนไม่หลับเลย กลัวทำทีมเขาไม่ดี กลัวทำให้เขาผิดหวังที่เลือกเรา”

“เราคุยกันครั้งแรก เป้าหมายไม่ใช่ขึ้นไทยลีกนะ เราหวังติด 1 ใน 5 เพราะปีที่แล้ว ทากิ ทำไว้จบอันดับ 6  เราหวังจะเลื่อนชั้นสู่ไทยลีกในอีกฤดูกาลถัดไป ด้วยศักยภาพของผู้เล่น พี่คิดว่าเราทำได้ มีแต่นักข่าวนี่แหละ ที่ชอบมาถามว่า ไทยฮอนด้าเสริมไหม พี่ก็ตอบกลับไปว่า ที่ผมมีอยู่ในทีมยังใช้งานไม่ครบเลย เรามีงบประมาณจำกัด ถ้าเสริมมาก็จะทำให้งบประมาณเพิ่มขึ้นไปอีก เลกสองเราไง ราฟินญ่า ลิม่า คนเดียว”

“เราเน้นให้ความสำคัญกับเรื่องระบบทีมมากกว่า ทากิ เขาวางระบบเดิมไว้ดีมาก ทั้งรูปแบบการฝึกซ้อม และวินัยเกมรับ ซึ่งเราชอบอยู่แล้ว เพราะเกมรับดีที่คือเกมรุกที่ดี ถ้าคุณไม่เสียประตู ก็ยากที่จะแพ้”

“ที่นี้สิ่งพี่คิดต่อไปคือ ถ้าบอลอยู่กับเรา เราจะสร้างโอกาสเข้าทำอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สไตล์การทำทีมของพี่ จะให้อิสระในการเล่นเกมรุก เราอย่าไปตีกรอบความสามารถของนักเตะ แต่ต้องไม่ลืม วินัยในเกมรับ ถ้าไม่มีก็คือเจ๊ง นี่คือสิ่งที่เราปลูกฝังให้กับผู้เล่นของเรามาตลอด รับต้องแน่น รุกต้องจบให้ได้ ”

“เรามั่นใจในตัวผู้เล่นที่มี ว่าสามารถทำตามเป้าหมายได้ พี่บอกนักบอลเสมอว่า เรามีศักยภาพพอที่จะไปเล่นไทยลีกได้ พี่พูดแบบนี้มาตั้้งแต่ ช่วงกลางเลกแรก 2016 จนเหมือนสร้างความมั่นใจซึ่งกันและกัน ผลงานทีมก็ดีเกินคาด เล่นไปเล่นมา กลับกลายเป็น ทีมเราคงเส้นคงวามากสุด และคว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 มาครองได้สำเร็จ ”

ทีมเล็กแต่ใจใหญ่

ไทยฮอนด้า ลาดกระบัง เอฟซี กลายเป็นทีมแรกที่การันตีโควต้าสู่ไทยลีก เหนือหลายสโมสรที่ลงทุนมากกว่าพวกเขา การได้เลื่อนชั้นอาจเป็นเรื่องยาก แต่การยืนหยัดอยู่บนลีกที่ดีสุดของประเทศ กลับเป็นงานที่ยากกว่า “โค้ชโต่ย” เข้าใจสัจธรรมข้อนี้ดี นั่นทำให้แผนงานของฤดูกาลนี้ ถูกวางตั้งแต่ซีซั่น 2016 สิ้นสุดลง เมื่อช่วงเดือน ตุลาคม ปีก่อน

“พี่คุยกับบอร์ดตั้งแต่แรกแล้วว่า พี่ชอบนักเตะที่มีวินัย เวลาซ้อมเต็มที่ จึงบอกกับผู้ใหญ่ว่าขอนักเตะเก่าคงไว้ 70 เปอร์เซนต์ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงมากไป มันจะผสมผสานกันได้ไม่กลมกลืน เรามั่นใจเด็กชุดนี้ บวกกับตัวที่เสริมเข้ามาใหม่ เราน่าจะอยู่รอดในไทยลีกได้ตามเป้าหมาย”

หลังปิดฤดูกาล 2016 ได้ประมาณ 20 กว่าวัน โค้ชศิริศักดิ์ ประกาศเรียกนักเตะกลับมาฝึกซ้อม ตั้งแต่วันที่ 7 พ.ย. กลายเป็นสโมสรแรกในไทยลีกทำเตรียมทีมปรีซีซั่น

“ถ้าคนรู้เรื่องฟุตบอล เขาจะรู้ว่า นี่คือการทำฟุตบอล เราเรียกมาเพื่อรักษาสภาพร่างกายของนักเตะ โปรแกรมการฝึกซ้อมปกติ ไม่ได้อัดโปรแกรมหนัก เพราะไม่ต้องการให้นักเตะพีคก่อนเปิดฤดูกาล แล้วมาฟอร์มดรอปลงในช่วงแข่งจริง”

“เราต้องการขยับฟอร์มให้ไต่เพดานขึ้นไปเรื่อยๆ บางคน เฮ้ย ต้องวิ่ง 90 นาทีนะ เด็กมันวิ่งอยู่แล้ว แต่ถ้าคิดอย่างงั้นแสดงว่า คุณไม่เข้าใจฟุตบอล ไม่เข้าใจหลักในการทำทีมฟุตบอล รวมถึงปรัญชา และวิธีการ อย่างที่เห็น 5 เกมแรก ไทยฮอนด้าไม่มีปัญหาเรื่องฟิตเนสเลย ขาดแค่เรื่องการจบสกอร์กับสมาธิภายในเกม ซึ่งเราก็มาเพิ่มเติมในการฝึกซ้อม ทั้งซ้อมยิง เทคนิค วิธีการความเข้าใจ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้แก่นักเตะ ช่วงออกสตาร์ฤดูกาล มาตรฐานของเราก็ไม่ได้ตกลงไป”

ด้วยชื่อชั้นนักเตะ งบประมาณการทำทีม และการที่สโมสรแห่งนี้ขาดประสบการณ์บนเวทีไทยลีกนานถึง 10 ปี ทำให้ ไทยฮอนด้า ลาดกระบัง เอฟซี ถูกจั่วหัวว่าเป็นทีมที่มีโอกาสหนีตกชั้น แต่เจ้าของรางวัล ผู้ฝึกสอนกีฬาอาชีพดีเด่น ของ กกก. ประจำปี 2559 กลับไม่ได้ว่ารู้สึกว่าเป็นแรงกดดันแต่อย่างใด

 

“เรื่องที่เราถูกยกให้เป็นตัวเต็งตกชั้น ไม่ได้สร้างความกดดันให้กับพี่เลย พี่ว่ามองมันเป็นความท้าทายมากกว่า ตอนเราอยู่ดิวิชั่น 1 เราก็ไม่ได้ถูกจับตามองว่าจะเลื่อนชั้นได้ พอแข่งจริงเราเข้าป้ายอันดับ 1 ซึ่งมันมาจากอะไร มันจากการทำงานของสตาฟฟ์ ทีมงาน และนักฟุตบอล มาจากการฝึกซ้อม มาจากระบบและการสร้างทีม อย่างผลงานในไทยลีกตอนนี้ เราก็ไม่คิดเหมือนกันว่า มาตรฐานเราจะได้ถึงขนาดนี้”

“ถ้าถามว่า ทีมที่มีเงินน้อยแล้วจะทำฟุตบอลแข่งกับทีมใหญ่ได้อย่างไร อันดับแรก คุณต้องมีการฝึกซ้อมที่ดี ซ้อมเต็มที่และจริงจัง เพราะการฝึกซ้อมจะมีผลต่อ สิ่งที่แสดงออกมาในสนาม สองต้องเอาใจใส่ทีมงานและนักฟุตบอลให้ดี สุดท้ายคุณต้องสร้างความมั่นใจให้กับนักเตะ พี่บอกกับนักเตะเสมอว่า พี่มั่นใจในตัวเอ็งนะ ไม่ต้องไปไปกลัว ก็เลื่อนชั้นขึ้นมาแล้ว เอ็งจะถอยทำไม เราเป็นนักสู้อย่าไปกลัว”

“เกมแรกกับ สุพรรณบุรี เอฟซี ช่วงต้นเกมเราอาจจะยังปรับกันไม่ได้ แต่พอเล่นไปเล่นมา เฮ้ย เราสู้ได้นิ ตอนนั้นคิดในใจว่า ขอดูมาตรฐานของไทยฮอนด้าหน่อย ผลจะออกมา แพ้ ชนะ เสมอ ก็ไม่ซีเรียส จบเกมเราเป็นฝ่ายแพ้ แต่เชื่อไหมว่าพี่ไม่เครียดเลย ขับรถ กทม. แบบมีความสุขอยู่คนเดียว โอโห้ นัดแรก กูได้ขนาดนี้เลยหรอวะ เพราะทีมของเราทำได้ดีแล้ว และรู้ด้วยว่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ”

“ด้วยความที่เป็นเรา เราพยายามหล่อหลอมทีมให้เป็นหนึ่งเดียว ผมไม่เคยตีค่านักเตะว่า ใครเป็นเกรดเอ เกรดบี หน้าที่ของเราคือ สร้างนักฟุตบอลให้มีคุณภาพ สู้กับพวกทีมยักษ์ใหญ่ ที่มีนักเตะชื่อดังให้ได้ หากเขาสามารถพัฒนาตัวเองไปถึงขั้นนั้นได้ ก็ถือเป็นการยกระดับ สร้างมูลค่าให้กับตัวของนักฟุตบอลเอง เมื่อนักบอลพัฒนา ทีมก็จะได้พัฒนาตามไปด้วย”

“ดังนั้น ถ้าคุณเป็นทีมเงินน้อย คุณต้องใช้ระบบ ความเอาใจใส่ในรายละเอียด เข้าสู้ “

ลมหายใจคือฟุตบอล

24 ชั่วโมงต่อ 1 วัน คุณใช้เวลากับฟุตบอลมาขนาดไหน

“ก็น่าจะทั้งวันนะ เพราะแม้กระทั่งเวลาอยู่เฉยๆ ในหัวก็คิดถึงเรื่องฟุตบอล ตื่นมาตอนเช้า 4-5 ชั่วโมง มาสอนฟุตบอลเด็กที่เป็นการต่อยอดจากการทำทีมเยาวชน ซุปเปอร์พาวเวอร์ฯ ที่เราเอาเด็กไม่มีเกรด มาพัฒนาจนเขาสามารถแข่งขันกับ ทีมโรงเรียนดังๆระดับประเทศได้ “

“ถ้าวันไหนผลงานไม่ดี ก็จะมานั่งย้อนดูเทปว่า ทำไมจังหวะนั้น นักบอลไม่ทำแบบนี้ ทำไมเราไม่สอนเด็กให้เล่นตามแบบนี้ ตกเย็น ลงทำการฝึกซ้อมอีก 2 ชั่วโมง วางโปรแกรมฝึกซ้อม”

“เรารู้ว่าฟุตบอลมันไม่เคยหยุดนิ่ง ถ้าเราหยุดเมื่อไหร่ก็คือจบ เมื่อเลือกเดินสายโค้ชแล้ว เราต้องแสวงหาความรู้ หาวิธีการฝึกซ้อมใหม่ๆ เพื่อไม่ให้เด็กเบื่อ แต่วัตถุประสงค์ต้องไม่เปลี่ยนไป”

นอกสนามฟุตบอล ของโค้ชโต่ย เขาไม่ได้อยู่ด้วยกันกับครอบครัว (แต่ไม่ได้หมายความว่า เขาหย่าร้างนะ) เนื่องจากเขาต้องทำหน้าที่เป็นเฮดโค้ชในกรุงเทพฯ ส่วน ภรรยา ทำงานเป็นอาจารย์ เช่นเดียวกับ ลูกชาย 2 คน (คนโตอายุ 14 ปี คนรองอายุ 11 ปี) ที่กำลังศึกษาอยู่ที่จังหวัดมหาสารคาม

“ถ้าถามเรื่องไลฟ์สไตล์พี่เหรอ ชอบอะไรนะเหร่อ? อื้มม ถ้าไม่ใช่ฟุตบอลก็นึกไม่ออกเลยว่าตัวเองชอบอะไรอย่างอื่นด้วย อย่างเวลาว่างช่วงปิดฤดูกาล หรือพักเบรกจากฟุตบอล กลับไปที่จังหวัดมหาสารคาม ก็ต้องไปสอนฟุตบอลเด็ก จนครอบครัวถามว่า เมื่อไหร่เราจะได้ไปเที่ยวกัน คือพี่ไม่รู้จะทำอะไรเหมือนกัน เพราะชีวิตอยู่แต่กับฟุตบอล”

“บางทีเคยตั้งใจนะ อยากไปพักผ่อน 4-5 วัน ปิดโทรศัพท์ ไม่ต้องคิดเรื่องฟุตบอล แต่ไม่นาน ก็กลับมาคิดเรื่องฟุตบอลอีกแล้ว จนภรรยาถามว่า “อ้าว ไหนบอกจะไม่คิดเรื่องฟุตบอล” เราก็ต้องบอกว่า ต้องคิดสิ มันหยุดไม่ได้ ไม่งั้นไม่ต่อเนื่อง”

“ตอนนี้พี่อายุ 48 ปี ก่อนหน้านี้เคยตั้งเป้าไว้ว่าอีก 3 ปี จะเลิกทำฟุตบอลอาชีพ เพราะเราอยากทำฟุตบอลเยาวชนมากกว่า แต่ก็มีคนบอก อุตส่าห์มาถึงขนาดนี้แล้ว จะรีบเลิกทำไม ตอนนี้คิดว่าคงทำฟุตบอลอาชีพไปก่อน”

“อย่างการสอนบอลเด็ก เป็นงานที่เหนื่อยตอนสอน ถ้าเขามีปัญหาเรื่องการยิงประตู เราก็แก้ที่ตัวเด็กได้เลย พอเห็นเขาพัฒนา เราก็มีความสุข แต่การทำทีมฟุตบอลอาชีพ มีความสนุก สนุก ท้าทาย แต่กลับมาก็ยังเครียดอยู่ เพราะต้องคิดช็อตต่อไป แมตช์ข้างหน้าว่า เราจะทำอะไรบ้าง เจอทีมนี้เราจะสู้อย่างไร ซึ่งมันแตกต่างกัน เหนื่อยคนละแบบ”

“แต่ยังไงซะ ชีวิตนี้ก็คงทิ้งฟุตบอลไม่ได้ คงทำฟุตบอลต่อไป จนกว่าไม่มีแรงกันไปข้าง (หัวเราะ)”  

ขอบคุณเนื้อหาบทความจาก http://www.fourfourtwo.com/th

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *